Search

บทสัมภาษณ์ "พี่เบิร์ด" Director of Business Development ตอบทุกข้อสงสัย อาชีพนี้ต้องทำอะไรบ้าง

Updated: Sep 11


สัมภาษณ์ "พี่เบิร์ด"

ปิยพงษ์ จารุสุวรรณภูมิ

Director of Business Development


ตอบทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำงาน การเรียน และความชอบ ทัศนคติในการใช้ชีวิต อะไรที่ทำให้ประสบความสำเร็จกับอาชีพปัจจุบัน


ในตอนนี้พี่เบิร์ดทำงานในตำแหน่งอะไร และมีหน้าที่ทำอะไรบ้างคะ


ตอนนี้พี่เป็น Director of Business Development นะครับ ก็จะทำงานเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ คือทั้งชีวิตนี้ยังไงก็จะทำงานเกี่ยวกับด้านนี้อยู่แล้วแหละ เป็นอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด คือมันเป็นงานเกี่ยวกับการเอาที่ดิน จะหาที่ดินมาหรือว่าซื้อมาอยู่แล้วก็ตามแต่ แล้วเราก็มาดูว่าที่ดินตรงนี้เราควรพัฒนาเป็นอะไร เอาทรัพย์สินอะไรมาก่อสร้างตรงที่ดินผืนนี้ แล้วพัฒนาจะเอามาขายหรือเป็นเช่าก็แล้วแต่ ทรัพย์สินหลักๆ ก็จะมีอยู่ 7 ชนิด ของอสังหาริมทรัพย์นะครับ


แรกๆ เลยที่รู้จักกันทั่วไปก็ที่อยู่อาศัยก่อน ซื้อที่ดินมาแล้วก็เอามาพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัย ที่อยู่อาศัยก็จะมีแบบแนวราบกับแนวดิ่ง อันนี้ก็เป็นแบบ Basic เลยที่เขาเรียกว่า Developer กัน นะครับ แล้วแบบที่สองก็คือพวกโรงแรม พวกนี้ก็จะเป็นแบบที่ลงทุนในระยะยาว กินรายได้ต่อปี และเป็นเหมือนทรัพย์สินสืบทอดให้ลูกได้ ส่วนการค้าก็จะเป็นอีกแบบนึงที่เห็นๆ กัน ขนาดใหญ่หน่อย เรียกว่าเป็น Shopping Mall ขนาดเล็กๆ ก็เรียก Community Mall เหมือน Major แบบนี้ พวกนี้ก็จะเป็นอีกประเภทนึงที่ให้สร้างให้เสร็จแล้วก็คิดค่าเช่ากับพวก finance ต่างๆ แล้วก็ให้เขามาเปิดร้าน

เสร็จปุ๊ปเราก็จะได้ค่าเช่าจากคนที่มาเปิดร้าน ส่วนคนที่เปิดร้านก็จะได้รายได้จากคนที่มา Shopping หรือถ้าเป็นพวกนิคมอุตสาหกรรมนี่ก็เป็นอีกแบบนึง อย่างพวกบางเขตบางโซน แถวๆ ชานเมืองหน่อย มันจะมีเขตของอุตสาหกรรม อันนี้ก็จะง่ายนิดนึงคือพอมีที่ดินมา เราก็แบ่งเลย กี่ไร่ ทำโล่งๆ แล้วก็ให้โรงงานมาเช่า เช่าปีต่อปี เรามีบริการเรื่องน้ำเรื่องไฟเรื่องภาษีและสิทธิพิเศษต่างๆ อันนี้ก็จะเป็นกลุ่มพวกนิคมอุตสาหกรรม ทั้งหมดรวมๆ อสังหาริมทรัพย์ก็จะมีทั้งหมด 7 อย่าง ที่รู้ๆ จักกันก็จะประมาณนี้ครับ อย่าง Retail รู้จักกันอยู่แล้วเนอะ พวกตึกแถวเป็นในเชิง commercial ซะส่วนใหญ่



ส่วนของพี่เองก็จะทำงานด้านนี้แหละ เริ่มต้นเรียนจบมา พี่เรียนจบสถาปนิก คณะสถาปัตย์ที่จุฬา แล้วก็ทำงานเป็นสถาปนิกประมาณ 1 ปี เสร็จปุ๊ปก็มาทำงานด้านนี้เลย ก็คือ Develop

แรกๆ ก็อยู่ในฝ่ายที่เขาเรียกว่าเป็น Product Develop ก็คือออกแบบนั่นแหละครับ ยื่นขออนุญาตต่างๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองชอบด้านนี้ละ ก็เลยไปเรียนต่อปริญญาโทสาขาด้านอสังหาโดยเฉพาะ ก็มาทำเกี่ยวกับ Business Develop เป็นอีกสเกลนึงละ ไม่ใช่แค่ออกแบบ แต่เราดูด้วยว่าที่ดินเหมาะกับการทำอะไรและทำ Product แบบไหน ที่มันตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเรา ไม่ว่าจะเป็นเช่าหรือขาย ทุกวันนี้พี่ก็จะโฟกัสด้านเดียวเลยคือที่อยู่อาศัยครับ


อย่างที่พี่เกริ่นมาสักครู่นะคะว่าจบอะไรมา พี่เบิร์ดจบจากที่ไหนคะ


คิดแล้วว่าน่าจะถามครับก็เลยบอกไปละ (หัวเราะ) พี่เรียนจบปริญญาตรีคณะสถาปัตย์นะครับ ที่จุฬา แล้วก็ปริญญาโทเป็นบัญชี finance เป็นอสังหาโดยเฉพาะ ที่ธรรมศาสตร์ครับ

ถ้าอยากเป็นแบบพี่เบิร์ดตอนนี้ ย้อนกลับไปตอน ม.ปลายเราต้องตั้งใจเรียนวิชาไหนเป็นพิเศษมั้ยคะ


ไม่ต้องตั้งใจเลยอะ ใช้ชีวิตเต็มที่ จริงๆ การเรียนเนี่ย สุดท้ายแล้วเราต้องเอาตัวเองเข้า(มหาลัย)ให้ได้ก่อน ทุกคนชอบพูดนะว่ามันไม่ได้วัดที่เรียนเก่ง ซึ่งพี่ก็คิดว่ามันจริง แต่ก็แน่นอนว่า พอไม่เก่งแล้วเราจะคัดเลือกจากอะไรล่ะ? เราจะพัฒนาจากอะไรล่ะ ระบบการศึกษามันจะมีปัจจัยอะไรในการชี้วัด มันก็ต้องมีเรื่องเกรดเรื่องคะแนนเข้ามาเป็นตัววัดว่า เธออยู่เลเวลนี้แล้วนะ เธอยังดีได้อีก หรือเธอดีสุดๆ

ในขณะที่ตัวเราเองคิดว่าเราไม่เก่ง แต่คะแนนเราอะ อาจจะเป็น Top ของประเทศแล้ว อะไรแบบเนี้ย น่าจะแค่เรื่องของการจัดกลุ่มและเปรียบเทียบแหละ มันก็คงมีประโยชน์กับบางคน บางกลุ่ม ในการศึกษาก็ต้องมี แต่พี่คิดว่า ถ้าอยู่ ม.ปลาย วันนี้ถ้าอยากจะไปทางสายนี้อันดับแรกก่อนเราคงต้องศึกษาก่อน



คือสายนี้เนี้ย มันเป็นกึ่งๆ วิทย์ กึ่งๆ ศิลป์ สถาปัตย์เนี่ย คำนวณต้องมี ถ้าไม่ชอบคำนวณเลยหรือไม่ชอบศิลป์เลย อะไรอย่างนี้มันจะทำอยากนิดนึง เพราะว่ามันต้องมีการคำนวณด้วย และแน่นอนว่าครึ่งนึงเป็นคำนวณ อีกครึ่งนึงก็ต้องมีศิลป์ด้วย มีอาร์ตด้วย เพราะสถาปัตยืมันเกี่ยวกับความสวยความงามการออกแบบ

คนที่จบสถาปัตย์มาเนี่ย จะทำงานด้านคำนวณก็ได้ บางคนก็ไปเป็น financial เลยนะ เป็น consult เลย ด้านการเงินจ๋าๆ บางคนจบมาเป็น fashion design อย่างเพื่อนพี่ก็ ทำกับ Poem งี้ น่าจะรู้จักกันอยู่แล้ว ก็คือจบสถาปัตย์รุ่นเดียวกับพี่เลย หรือว่าจะเป็นศิลปิน นักร้อง รุ่นพี่ก็จะมีแพทวงเคลียร์, โจ AF, สแตมป์ รู้จักใช่มั้ย เนี่ยก็สถาปัตย์จุฬาเหมือนกัน รุ่นเดียวกัน

สถาปัตย์มันก็มีข้อดีตรงที่ว่า มันเป็นครึ่งทางระหว่างคำนวณกับศิลปะ ที่ไปได้ทั้งคู่ ก็ต้องลองดูว่า ถ้าเรามาด้านนี้ ตอนนี้เราชอบศิลป์แค่ไหน วาดรูปอะไรได้มั้ย ชอบสีชอบอะไร ชอบวาดรูปหรือสเก็ต ถ้ามีตรงนี้อยู่แล้ว ก็มาดูด้านคำนวณ ด้านการติวต่างๆ ว่าเออ เราโอเครึยัง ถ้าเรามีทั้งสองอย่างแล้วก็จะทำให้ทั้งคู่พัฒนาไปด้วย ร่วมกัน แต่ถ้าบางคนเก่งด้านคำนวณไม่เก่งด้านศิลป์เลย ก็เสริมด้านศิลป์ เพราะมันต้องใช้ทั้งคู่ครับ

แล้วมันดีด้วยเพราะพี่คิดว่าสุดท้ายแล้วทุกวิชาชีพมันต้องใช้ความสร้างสรรค์ ยกเว้นที่อาจจะไม่ต้องใช้ในบางอาชีพแล้วกันเนอะ แต่ส่วนใหญ่พี่ว่าความคิดสร้างสรรค์มันช่วยต่อยอดด้านการงานได้ ทุกอาชีพต้องมีความคิดสร้างสรรค์ ทำธุรกิจก็ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ที่จะให้ธุรกิจของเราแตกต่างจากคนอื่น หรือประสบความสำเร็จ ต่อให้เป็นวิชาคำนวณเราก็ต้องสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหา คือความคิดสร้างสรรค์มันไม่ใช่สกิลที่ใช้สำหรับการครีเอทอย่างเดียวนะ มันใช้สำหรับการ solved ด้วย เพราะทุกอาชีพต้องเคยเจอปัญหาแน่ แล้วถ้าเราเจอปัญหาแต่เรามีกระบวนการคิดเดิมๆ มันแก้ไขปัญหายาก แน่นอนว่ามันก็ต้องใช้ความคิดครีเอทีฟในการแก้ปัญหาด้วยเหมือนกัน ใช่มั้ยครับ


ผมก็เลยคิดว่า ต้องมีการ Balance ให้ดีระหว่างสมองสองด้าน เรียนให้พอดีเล่นให้เยอะ เพราะจริงๆ เรียนอย่างเดียวมันจะขาด(การใช้สมอง) อีกซีกนึงไป ความคิดสร้างสรรค์หรืออะไรต่างๆ มันจะมาจากฝั่งเล่น ฝั่งที่เราผ่อนคลาย

ตอน ม.ปลายพี่เบิร์ดจบจากที่ไหนคะ ก็คือจบวิทย์-คณิต โดยตรงเลยใช่มั้ยคะ


เรียนอัสสัมชัญธนบุรีครับ เรียนสายวิทย์-คณิต แต่อย่าเรียกว่าตรงดีกว่า เรียกว่าไม่รู้ ตอนม.ปลายยุคพี่มันเป็นสายวิทย์สายศิลป์ ม.ปลายยุคพี่มันมีกรอบระบบการศึกษาว่าจบ ม.3 ต่อ ม.4 ก็ต้องเลือก ซึ่งที่ให้เลือกก็มีอยู่แค่สองสาย ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าสองอันนั้นมันต่างกันยังไง อันไหนได้คะแนนดีเราก็ไปทางนั้น

พี่ว่ามันไม่ใช่การเลือก แต่มันเหมือนมีเส้นมาให้คนที่ไม่รู้ มันไม่ได้มีข้อมูลเยอะแบบปัจจุบันนะ ที่อยากจะรู้อะไรก็เสิร์จได้ เรียนด้านนี้แล้วฉันจะไปอะไรต่อ รู้หมดเลย สมัยพี่มันไม่มีอินเตอร์เน็ต เราไม่สามารถหาความรู้ได้ มันก็จะรู้ได้แต่ว่ามันคืออะไร ถามอาจารย์แนะแนวเขาก็บอกแค่ว่า เรียนวิทย์-คณิต ก็ไปทางสายคำนวณ แล้วไงต่อ? นอกจากคำนวณแล้วต้องทำอะไร บนโลกนี้มีอาชีพอะไรบ้าง กรอบยังแคบอยู่เลยอะ แน่นอนด้วยความที่เราเป็นเด็ก มันไม่เหมือนเด็กสมัยนี้ สมัยพี่มันแคบแล้วก็ไปตามครรลอง ตามระบบของมัน

ก็เลยต้องบอกก่อนว่ามันไม่ได้เป็นทางเลือก แต่มันมีทางอยู่แค่นี้ ข้อจำกัดด้านข้อมูลยุคสมัยพี่ไม่เหมือนสมัยนี้ สมัยนี้คือแบบ เผลอๆ อยากทำอะไรตอนนี้ก็ทำได้เลย อยากเป็นศิลปินเธอก็เป็นไปเลยสิ มิลลินี่ดังระดับโลกอายุเท่าไรเอง สมัยพี่นี่อยากเป็นนั่นเป็นนี่ไม่เห็นเป็นได้เลย มันไม่ได้มีช่องทางอะไรเลยนอกจากต้องเข้าเรียนก่อน เดี๋ยวนี้เป็นโรงเรียนเสริมก็มีใช่ปะ อายุแทบจะไม่จำเป็นละ อยากจะเป็นอะไรก็ตรงสายไปเลย เลือกได้เลย


มุมมองในการเรียนหนังสือ ในอดีตกับปัจจุบัน แตกต่างกันแค่ไหนอย่างไร


น่าจะเป็นที่พูดครอบคลุมไปว่าความแตกต่างคือ สมัยก่อนมันเป็นกรอบชัดเจนว่าต้อง 1 2 3 4 5 ถามว่าจบ ม.3 มาแล้วไปที่ไหนต่อ ก็คือ ม.4 ในโรงเรียนอะ ก็ชั้น ม .4 ชั้นบนแค่นี้เองแหละ อยู่ที่เดิม ก็แค่เดินสูงขึ้นไปชั้นนึง มันก็มีทางเลือกอยู่แค่นั้นแหละ

สมัยนี้เนี่ย อย่างโรงเรียนนี้ (The Class Tutor) เป็นต้น อะไรก็ได้ที่เราอยากจะเป็น ที่เรามีแพชชั่น เราอยากจะลองมัน ไม่ต้องเป็นก็ได้นะ ที่เราอยากจะรู้อยากจะลอง ที่เราสนใจ ฉันชอบตรงนี้ฉันทำแล้วสนุกตรงนี้ เราก็ลองสิ เขาก็มีโรงเรียนตรงนี้มาให้ จันทร์-อาทิตย์ เต็มที่เลย เราจะเรียนวันไหนก็ได้ แต่สมัยนั้นมันมีข้อจำกัดไง จบ ม.4 แล้วไงต่อ? ก็ขึ้นชั้น 4 ไป ม.5 เลย ก็ตึกเดิมอะ

โดยสรุปก็นั่นแหละ มันก็เป็นเรื่องของทางเลือก เดี๋ยวนี้เรามีข้อมูลที่เยอะจริงๆ มีโรงเรียนต่างๆ ที่ซัพพอร์ตมากพอ สมัยนั้นถ้าไม่เข้าโรงเรียน มันไม่มีโรงเรียนเสริมอะ อาจจะมีแต่ก็ต้องไปอนุเสาวรีย์ ไปสยาม แต่วิชาที่เรียนเสริมมันก็จะมีแค่เลข วิทย์-คณิต ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างจากในโรงเรียนปกติ


ตอนเรียน enjoy ไหม แล้วได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองตั้งใจไว้ไหม


สำหรับผมถ้าพูดถึงสมัยเรียน ผมแฮปปี้นะครับ ผมเป็นคนกลางๆ คือช่วงโมเม้นต์ที่ผมต้องเรียนต้องสอบ ผมก็ตั้งใจเรียนเลย พอให้มันได้ จะเกรดอะไรก็โฟกัสทำให้มันได้ แล้วสุดท้ายมันก็ได้ตามที่เราตั้งเป้าไว้ มันก็จะมาจากการทุ่มเทของเราด้วย แต่พอเราได้ปุ๊ป เราก็ขอเล่น เล่นให้เต็มที่เลย โดดเรียน ปีนกำแพง หรืออะไร เพราะคิดว่าเราผ่านแล้ว ฉันก็ไม่ต้องเข้าโรงเรียนก็ได้ ก็หนีไปเล่นเกม ลากพี่กอล์ฟ น้องบอย พาไปเล่นเกมอะไรอย่างนี้ ก็คิดว่าแฮปปี้นะที่ได้ทำแบบนั้น

ที่แฮปปี้เพราะเราไม่ใช่คนที่อยู่ในกรอบอย่างเดียว เราชอบแหกกรอบด้วย มันก็เป็นส่วนนึงที่ทำให้เรามีพาวเวอร์ของการที่เรายอมแหกกรอบของคนสมัยนั้น หรือแม้กระทั่งสมัยนี้พี่ว่าเด็กที่เป็นวัยรุ่นที่อยากฉีกตัวเองออกจากกรอบสังคม หรือต่อต้านสังคม คือจริงๆ มันเป็นการแสดงพาวเวอร์ของเราที่เราอยากจะออกมาจากกรอบเดิมๆ

เป็นความดื้อของวัย พี่ว่าการที่เด็กได้ทำแบบนั้น แต่ก็ยังอยู่ในกรอบที่มันคอนโทรลได้นะ ไม่ใช่ว่าให้กลายเป็นคนไม่ดีหรืออะไรแบบนั้นนะ เพราะว่ามันก็เป็นความสนุกแล้วก็การได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ถ้ามองย้อนกลับไปได้ก็คงจะแฮปปี้กับมัน ก็ไม่ได้ติดอะไร


คิดว่าชีวิตในวัยเด็กของ ด.ช. เบิร์ด ส่งผลให้เราเป็นปัจจุบันอย่างไร


ผมว่าส่วนใหญ่ 80-90 เปอร์เซ็น วัยเด็กมันมีผลต่อเราอยู่แล้วแหละ มันมีทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประสบการณ์ที่ดีและไม่ดี การถูกชื่นชมในระดับที่เหมาะสม หรือการไม่ถูกชื่นชมก็เช่นเดียวกัน มันก็จะเอฟเฟคต์ เนื่องจากวัยเด็กมันเป็นวัยที่เราซึมซับ แล้วตอบสนองต่อโลกหรือสิ่งรอบๆ ข้าง ในรอบด้าน

ทั้งเรื่องของ จะมีคนรักหรือไม่มีคนรัก ธรรมชาติให้อะไรเรามา ทำร้ายอะไรเรามา ทั้งด้านดีและไม่ดี โดยพูดถึงภาพรวมนะครับ มันก็จะเอฟเฟคต์กับเราหมดแหละ ทุกคนก็จะมีปมบางอย่าง ใช้คำว่าปม หรือว่าสิ่งที่มันเคยเป็นประสบการณ์กับเราแล้วกัน แล้วเราก็จะยึดมันมา

สุดท้ายการที่เราเป็นวัยรุ่นหรือว่าเราโตขึ้นมา มันก็ต้องมีสิ่งที่ยึดเหนี่ยว มันก็คือการตั้งเป้าหมายอะไรบางอย่างของชีวิต บางคนก็…เรียกว่ายังไงดี

ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตเพื่อหาเป้าหมาย หรือหาความหมายของการมีอยู่ของเรา แต่พอพี่โตขึ้นมาถึงตอนนี้ ตอนนี้พี่กำลังจะ 40 พี่กลับรู้เพิ่มขึ้นอีกสเต็ปว่า ใช่ เราใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตในการหาเป้าหมาย ทำตามเป้าหมายอะไรบางอย่าง แล้วก็หาเป้าหมายของการมีชีวิตอยู่ของเรา แต่ช่วงที่เหลือ พี่ว่าพอเราอยู่มาถึงจุดนึง มันจะกลายเป็นว่า เราไม่ได้ตามหาของเหล่านั้นละ มันจะกลายเป็นว่า มันเป็นการฝึก เพื่อปล่อยวางมากกว่า

ใช้เวลาครึ่งชีวิตเพื่อหาสิ่งบางอย่างยึดเหนี่ยว และใช้เวลาที่เหลือทั้งหมดเพื่อปล่อยวางสิ่งที่เรายึดเหนี่ยวมาทั้งชีวิต


คิดว่าถ้าโลกกำลังจะแตก เค้าต้องเลือกคนที่เก่งๆไปอีกดาวหนึ่งตัวเองจะถูกเลือกไหม เพราะอะไร


ถ้าเขาจะต้องเลือกเนี่ย ขอไม่ไปละกัน (หัวเราะ) รู้สึกมันเหนื่อยเนอะ ขอตายเงียบๆ แล้วไม่รู้อะไรดีกว่า รู้สึกว่าคนที่เหลือรอดไปต้องเหนื่อยแน่เลยอะ มันต้องเป็นแบบหนึ่งเดียวของมนุษยชาติ เป็น No.1 ต้องสู้ทุกอย่างเพื่อกอบกู้โลก ต้องดิ้นรน ต้องสู้ ต้องมีแพชชั่น โห ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพระเอกนางเอกเขาดีกว่าครับ พี่ขอเป็นคนดูดีกว่า


เกมส์ที่ชอบเล่นมากสุด 3 อันดับ เพราะอะไร


พี่ชอบเล่นเกมเกี่ยวกับการวางแผนครับ คือเกมก็เป็นงานอดิเรกของพี่ตั้งแต่เด็ก พี่รู้สึกว่าเวลาทำงาน เราโฟกัสงานเต็มที่อยู่ละ แต่เวลาเราพักอะ เราก็ไม่ใช่ว่าพักแต่ร่างกายไง เราก็พักทั้งสมองเราด้วย การที่เราพักสมองก็คือการที่เราไม่โฟกัสกับโลกอีก การเล่นเกมก็คือเราโฟกัสกับเกม พี่ว่าช่วงโมเม้นต์ที่เล่นเกมหรือเล่นกีฬาอะ ถ้าลองสังเกต เวลาคนเราเล่นกีฬาจะไม่คิดถึงเรื่องอื่นๆ เลย นอกจากการเล่นกีฬา ณ ตอนนั้น จะเตะบอล จะตีแบท เราก็จะโฟกัสแต่ ณ ตรงนั้น มันทำให้เราละโฟกัสจากสิ่งอื่นใด เล่นเกมเล่นกีฬาพี่ว่ามันเหมือนกัน มันเป็นการพักผ่อนอย่างนึงไง นอกจากได้สุขภาพดีแล้ว มันก็ได้หยุดคิดเรื่องอื่นๆ ได้ผ่อนคลายสมองเราด้วย คงฃชอบแนววางแผนเป็นส่วนใหญ่ครับ ได้คิด แล้วก็ขอเกมที่ไม่ต้องคิดไรเลยด้วยก็มี บางทีก็คิดเยอะไปแล้วไง ก็ขอแบบต่อสู้ก็ได้ ROV ก้ได้นะตอนนี้ ตี้ป้อมกัน อะไรอย่างงี้

มีไม่ค่อยเยอะละ ไม่ค่อยรู้แล้วครับ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้เล่นเลย


หนังที่ชอบสุด 3 อับดับ


หนังที่ชอบ… ยุคก่อนๆ อะ มันไม่ได้เน้นซีจีเหมือนหนังสมัยนี้ เขาก็จะเน้นว่า เรื่องนี้ดูแล้วได้อะไร มเหมือนนิทานอะ อ่านจบเสร็จแล้วมันสอนอะไรเรา ตัวหนังเนี่ย สำหรับพี่นะ หนังดีๆ เกือบจะเหมือนหนังสือหนึ่งเล่มเลย เราอ่านหนังสือหนึ่งเล่ม ได้ความรู้ ได้ข้อคิด ได้อะไรมากมายเลย หนึ่งเล่มใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ อย่างงี้ หนังแค่สองชั่วโมงได้เทียบเท่าหนังสือเล่มนึงเงี้ย บางเรื่อง สอนอะไรได้ดีมากๆ

เช่นที่จำแม่นๆ เลยนะ อย่างเรื่อง Life is Beautiful เป็นหนังฝรั่งเศส หนังเก่ามากๆ เลย มันสอนเกี่ยวกับชีวิตที่โหดร้าย เนื้อเรื่องอยู่ในช่วงสงครามโลก พระเอกเป็นชาวยิวถูกไล่ล่าฆ่า แล้วก็มีลูกชายหนีมาด้วย สุดท้ายพระเอกก็ตายนะ แล้วลูกก็รอด ฟังดูก็เป็นชีวิตที่โหดร้ายอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ว่ามันถ่ายทอดออกมาว่า พระเอกเป็นคนที่มีความคิดบวก มองทุกอย่างเป็นบวกหมดเลย พอหนังถ่ายทอดออกมาก็กลายเป็นว่า เออ ทั้งๆ ที่ชีวิตเขาแย่ แต่แค่เรามีความคิดบวกเนี่ย ชีวิตเราดีเลย เจออะไรก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันแย่เลย มันอยู่ที่มุมมองของเรา ไม่ได้อยู่ที่โลก โลกจะโหดร้าย หรือจะดีแค่ไหน มุมมองที่เรามีต่อโลก สำคัญกว่า เรื่องนี้พอดูจบแล้วรู้สึกเหมือนได้หนังสือ หรือได้คติประจำชีวิต ประจำใจในการใช้ชีวิต ต่อหลายๆ อย่างมาก

Life is Beautiful The Martian


หลายๆ เรื่อง ทุกอย่าง หรือเรื่องเร็วๆ นี้มีหนังเรื่องนึงที่ตัวเอกอยู่คนเดียวบนดาวอังคาร จำชื่อไม่ได้ (The Martian (2015)) อันนี้พี่ไม่เคยลืมเลย ดูไปเรื่อยๆ เหมือนไม่มีอะไรนะ จนห้านาทีสุดท้ายของเรื่องอะ ตอนที่พระเอกกลับมาแล้ว จำได้แม่นเลยคือมีคนถามว่า แล้วคุณใช้ชีวิตอยู่บนดาวอังคารได้ยังไงตั้งนาน พระเอกตอบว่า ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดแค่ว่า ปัญหาบนนั้นมีเป็นล้านอย่าง เขาไม่รู้หรอกว่าจะได้กลับโลกหรือไม่ได้กลับ แต่เขารู้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเนี่ย มันเยอะมากเลยนะ แต่เขาก็ต้องแก้ไปทีละอย่าง ทีละอย่าง เขาคิดแค่นี้เอง ว่าถ้าวันนึงเขาแก้ปัญหาได้มากพอ เขาก็จะกลับได้

เราก็มองกลับมาว่าถ้าเป็นเราอะ อยู่คนเดียวบนดาวอังคารเราอาจจะคิดว่ามีชีวิตอยู่ต่อไม่ได้ หรืออะไรก็ตาม แต่คนนี้เขา..เขาก็ใช่ว่าจะไม่มีความคิดที่จะยอมแพ้นะ แต่เขาแค่คิดว่า อยู่คนเดียวปัญหาที่ต้องจัดการมีเยอะมากเลย …ก็แก้ทีละอย่างสิ แค่นั้นเอง เขาก็แค่แก้ปัญหาไปเรื่อยๆ แล้วถ้าวันนึงเราแก้ปัญหาได้มากพอ เราก็จะผ่านจุดนั้นมา

วันนี้เราไม่รู้หรอก ทุกคนมีปัญหาหมดแหละ ปัญหาเยอะทุกคน แต่ถ้าเราแก้ปัญหาได้มากพอ เราจะผ่านจุดนั้นไปได้เอง อย่างเงี้ย มันก็ช่วยทำให้ชีวิตเรา ดีขึ้นได้อีกเยอะเลย


(ผู้สัมภาษณ์ : มีอีกสักเรื่องนึงไหมคะ) Avengers ได้มั้ยครับ? (หัวเราะ) เป็นหนังสุดยอดของการปล่อยใจ แล้วก็ว้าว เท่ โดยที่ไม่ต้องมีสาระอะไรก็ได้ (ผู้สัมภาษณ์ : ชอบฮีโร่คนไหนที่สุดคะ) อาจจะขอต่างนิดนึงได้มั้ย พี่ชอบธานอส พี่ว่ามันต่างเพราะธานอสเขาคิดต่างกับโลกไง แล้วทุกคนก็มองว่าเขาเป็นตัวร้าย แต่เชื่อเถอะว่า อย่างวันนี้ผ่านมาแล้วอะ ความคิดธานอสคือความคิดที่ดีมากนะ แต่เพียงแค่เขาคือคนที่แพ้สงครามในวันนั้น ความคิดเขาก็เลยดันถูกมาตรฐานว่าเป็นความคิดที่ผิด ว่าไปฆ่าครึ่งโลกหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่พอเวลาผ่านไป อย่างวันนี้ ถ้าทุกคนได้ดูซีรี่ส์มาร์เวลต่อ เรื่องของตัว multiverse ก็จะรู้ละว่าจริงๆ ที่ธานอสคิดอะดีมาก ยอมเสียสละครึ่งโลก แต่ได้อะไรหลายๆ อย่างมา ครึ่งจักรวาลอะ แต่ตอนนี้มันกลายเป็นปัญหาระดับ multiverse อย่างเงี้ย กลายเป็นว่า ณ วันนั้นธานอสคือตัวร้าย แต่พอเวลาผ่านไป วันนี้ธานอสคือตัวที่ดีนะ พี่เองก็เป็นคนนึงที่ตอนนั้นมองว่าเขาเป็นตัวร้าย แต่พอวันนี้เนื้อเรื่องมันได้ต่อออกมา มันไม่ได้จบแค่วันนั้นไง

ชีวิตเราก็เหมือนกัน ชีวิตเราก็เหมือนกัน มันไม่ได้จบแค่ ภาค 1 ภาค 2 ภาคนี้ฉันอาจจะเป็นตัวร้าย ภาคหน้าฉันอาจจะเป็นตัวดี แล้วภาคต่อไปจะเป็นอะไรล่ะ มันคงไม่ได้นิ่ง เพราะฉะนั้นก็อาจจะเป็นตัวร้ายวันนี้หรือเป็นตัวดีวันนี้ มันก็ไม่สำคัญนะ พี่ว่าสิ่งที่สำคัญคือภาคต่อไปเราจะสร้างมันยังไงมากกว่า

เพลงที่ชอบสุด 3 เพลง


หลังๆ พี่ชอบฟังเพลงบรรเลงครับ แบบที่ไม่มีคนร้อง เป็นดนตรีไปเรื่อยๆ อะ เวลาพี่ขับรถไปต่างจังหวัดหรือไปไหนไกลๆ 3 - 4 ชั่วโมง ฟังพวกนี้แล้วมันไม่เบื่อดีครับ เอาจริงๆ มันขึ้นอยู่กับอารมณ์อยู่แล้ว อย่างสมมติตอนนี้เราอกหัก เพลงที่เราชอบฟังมันก็จะเป็นอีกแนวนึง หรือถ้าวันนี้เราแฮปปี้ ความรักเราเป็นสีชมพู เราก็จะอีกแนวนึง

เพราะฉะนั้นถ้าถามพี่ตอนนี้ ตอนนี้พี่เฉยๆ ไง ก็เลยตอบเพลงล่าสุดที่ฟังในวิทยุ ฟังเพลงบรรเลงครับ แต่คืนนี้พี่อาจจะฟังเพลงของโบกี้ไลออนก็ได้ไง ก็แล้วแต่มันจะรันไป แล้วเราก็คงไม่ต้องเลือก เพราะเพลงมันก็คืออารมณ์


นิยามความรักให้หน่อยค่ะ


นิยามความรักของพี่ตอนนี้ พี่มองว่าความรักมันเป็นเรื่องของการที่เราทนอยู่กับมันได้

การที่เรายอมรับ ไม่ใช้คำว่าทนดีกว่า เรายอมรับสิ่งที่แย่ที่สุดของคนนี้ได้รึยัง ถ้าเรายอมรับเขาได้ อย่างเธอแย่ที่สุดแบบนี้ฉันยอมรับเธอได้ และเขาอะ ยอมรับสิ่งที่แย่ที่สุดของเราได้มั้ย ถ้าคนสองคนนี้มาเจอกันเมื่อไร นั่นคือคู่ชีวิตละ

ไม่ต้องไปทำตัวให้ดีเด่นอะไรเลย อันดับแรกเธอเป็นตัวของตัวเองให้เต็มที่ ถ้ามีคนยอมรับในสิ่งที่เธอเป็นได้ เขาจะอยู่กับเธอได้ตลอดชีวิต เช่นเดียวกัน เราก็ต้องยอมรับสิ่งที่คนๆ นั้นเป็นให้ได้ ความรัก ที่เหมือนเพื่อนเหมือนอะไรเงี้ย รักนะ แต่เราเป็นตัวเองให้เต็มที่อยากจะทำอะไรฉันก็ทำ วันนี้ฉันเป็นแบบนี้ พรุ่งนี้ฉันมีแฟนฉันก็ทำเหมือนเดิม แล้วพี่ก็อยากให้แฟนพี่ทำทุกอย่างเหมือนตอนที่ไม่มีพี่ เพราะพี่ไม่รู้ว่าตอนที่พี่ตายไปเขาจะอยู่ได้ไง พี่ก็รู้สึกว่าสำหรับพี่ ความรักเนี่ย คือการที่เรายอมรับสิ่งที่แย่ที่สุดของอีกฝั่งนึงให้ได้ ทั้งสองคน ถ้าทั้งสองคนเจอกันปุ๊ป แล้วเรารับกันได้อะ เขาก็อยู่กันได้ทั้งชีวิตละ ไม่ว่าจะเป็นสถานะไหนก็ตาม


นิยามความสำเร็จให้หน่อยค่ะ


พี่มองแบบนี้ ความสำเร็จของพี่มันเป็นเส้นๆ นึง ฉันได้เกรด 4 …ฉันได้เกรด 3 ฉันได้ที่หนึ่ง ฉันเอนท์ติด ฉันได้ทำงานที่ Google แล้ววันนึงฉันก็ได้เงินเดือนหลักแสน ก่อนอายุ 30 ฉันได้เงินเดือนหลักล้านก่อน 40 ฉันได้เป็นเจ้าของธุรกิจ วันนึงฉันมีรายได้ต่อปีร้อยล้าน มันก็จะเพิ่มของมันไปเรื่อยๆ แล้ววันนึงฉันก็คิดว่าขอแค่มีลูกก็พอละ แล้วผ่านมาอีกวันนึง ฉันขออยู่เงียบๆ โดยที่ไม่ต้องมีเสียงลูกร้อง วันนึงฉันขอนอนตื่นมานอนโง่ๆ จนเย็น

ความสำเร็จมันคือ เส้นที่เราตีขึ้นมาโดยที่เราไม่รู้ตัวว่าตีขึ้นมาจากอะไร เราตีจากสิ่งที่เราไม่มี วันนี้ฉันอยากได้เงิน ฉันก็ตีเรื่องเงินขึ้นมาว่าฉันต้องทำอย่างงู้นอย่างงี้ วันนี้ฉันไม่รู้อะไรอะ เพื่อนๆ ฉันอยากเป็นนั่นเป็นนี่ ฉันก็ตีมหาลัย คณะ ที่อยากจะเข้า พอทำได้ ก็ถือเป็นความสำเร็จละ แล้วเส้นนี้มันก็จะถูกตีต่อไปเรื่อยๆ ตามวัย

วันนี้พี่คิดว่าความสำเร็จของเราคือการไม่ต้องประสบความสำเร็จ ไม่ต้องมีอะไรก็ได้ แต่ฉันมีความสุขได้ พี่ว่านั่นคือความสำเร็จจริงๆ ในชีวิต เพราะว่าเราได้อยู่ในช่วงสุดท้ายอะ ใช้คำว่าปลายของคนก็แล้วกันที่สามารถปล่อยวางได้ละ

เพราะคำถามคือถ้าเธอบอกว่า เธอมีเงินร้อยล้านแล้เธอสำเร็จอะ แต่ถ้าพี่เป็นเจ้าสัวคนนึงที่มีเงินหมื่นล้านอะ พี่ก็จะมองว่าเงินร้อยล้านนี่คือเพิ่งเริ่มต้นเอง กลับกัน ไปปากซอย เขามีวันนี้แค่สองพัน เขาก็รวยแล้วอะ เขาได้กินข้าวเย็นเขาก็ประสบความสำเร็จแล้ว เพราะฉะนั้นความสำเร็จของแต่ละคนมันไม่เหมือนกันเลย

พี่ถึงบอกว่าความสำเร็จของพี่วันนี้คือ ถ้าพี่อยู่เฉยๆ ไม่ต้องประสบความสำเร็จ แต่ว่าพี่แฮปปี้ได้ นั่นคือความสำเร็จละ มันจะกลายเป็นย้อนศรนิดนึง อันนี้สำหรับผมนะ ผมเชื่อว่าสิ่งที่เราตามหามา ทุกคน ทุกที่ แต่ละคนไม่เหมือนกัน แล้วพี่เชื่อว่ามนุษย์มันไม่หยุด


ความสำเร็จมันเหมือนเอาแครอทไปผูกไว้บนหัวลา แล้วให้ลามันวิ่งไปเรื่อยๆ อะ จนวิ่งไปหมดแรงแล้วก็ล้มตายลง ณ วันนั้น สำหรับพี่วันนี้ ความสำเร็จของพี่คือการที่พี่ไม่ต้องมีอะไรผุกติดหัว ไม่ต้องวิ่งตามอะไร ไม่ต้องวิ่งจนเหนื่อยตาย ให้พี่แก่แล้วก็นั่งลง ให้พี่ตายแบบสงบ อันนั้นคือสิ่งที่พี่คิดว่าพี่แฮปปี้ละ



ก็จะกลายเป็นคำตอบของคำถามข้อต่อไปเลยนะคะ ที่ว่า คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้วรึยัง คำตอบของพี่เบิร์ดก็คือแนวคิดที่ว่า การที่ไม่ต้องสำเร็จอะไรเลยแต่ว่ามีความสุขได้ อันนั้นก็คือความสำเร็จของเราแล้วใช่มั้ยคะ


แล้วก็.. ทำตัวเองให้เป็นประโยชน์กับคนอื่น หรือไม่ต้องเป็นประโยชน์ก็ได้ (หัวเราะ) แค่ไม่เดือดร้อนคนอื่นละกัน ถ้าเธอยิ่งใหญ่พอ เธอจะไม่โฟกัสที่ตัวเธอเองละ เธอจะสนใจคนรอบข้างว่าฉันทำอะไรให้คนรอบข้างได้บ้าง ฉันช่วยเหลืออะไรเธอได้บ้าง ฉันเติมเต็มอะไรเธอได้บ้าง

วันไหนก็ตามที่ไปถามคำถามแบบนี้ คำถามที่ว่าเธออยากสำเร็จอะไรๆ เท่าที่พี่ได้มีโอกาสทำความรู้จักหรือคุยกับคนที่ อยู่จุดสูงๆ ของประเทศมา ผู้ใหญ่ต่างๆ คนเหล่านี้เขาไม่เคยมองถึงตัวเองนะ ภาพของตัวเองเป็นสิ่งที่เล็กเกินไปแล้ว แต่วันนี้เราเด็ก เราวัยรุ่นไง มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราโฟกัสตัวเอง ฉันอยากจะโดดเด่น ฉันอยากจะ self extreme ฉันอยากจะมีตัวตนในสังคม บางทีมันเป็น Basic need อยู่แล้ว

สมัยเด็กๆ พี่ก็เป็น ฉันต้องการเป็นหนึ่ง ฉันต้องการให้เพื่อนๆ ชื่นชม ฉันอยากสวยฉันอยากหล่อ อยากไปเดินแล้วโดดเด่น อยากเป็นสปอทไลท์ ทุกวันนี้..ขออยู่แบบไม่มีสปอทไลท์ พอโตขึ้นมันจะค่อยๆ รู้สึกเองว่า สิ่งที่เราตามหา ที่มันเคยสำคัญ มันไร้สาระมากเลย หมายถึง ณ วันนึงนะ

วันนี้พี่ว่าใช้ชีวิตกันไปให้เต็มที่เถอะ ในเมื่อมันสำคัญ ก็ทำให้มันเต็มที่ เพราะวันนึงความสำคัญของมันจะเปลี่ยนไปเองตามธรรมชาติ แต่สิ่งที่จะทำให้เรามองย้อนกลับมาแล้วเราภูมิใจได้ ก็คือวันนี้เราทำอะไรเพื่อไขว่คว้ามันให้เต็มที่ ได้ไม่ได้ไม่รู้ แต่พอเธอผ่านไป แล้วมองย้อนกลับมาเธอจะภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น

ตอนนี้ก็มีอาชีพที่มั่นคงแล้ว ในอนาคตมีแพลนอยากจะทำอะไรเพิ่มจากปัจจุบันที่เราทำอยู่ไหมคะ


ถ้าเป็นไปได้นะ 1 ก็คือแน่นอนว่า เราก็ต้องกินต้องอยู่ พอถึงวันที่เรามีรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงคนในครอบครัว ดูแลตัวเองแล้ว สิ่งที่เราต้องการก็คือเวลา ที่เราจะทำอะไรก็ได้ ถ้าเลือกได้ก็อยากจะช่วยเหลือคนอื่น เนี่ย จริงๆ สิ่งนี้คือสิ่งที่พี่ชอบนะ การคุยกับเด็กๆ สอนน้องๆ ให้เขาผ่านช่วงเวลาที่ลำบาก เพราะสมัยเด็กๆ พี่ไม่มีอะไรพวกนี้เหมือนกัน เวลาพี่เจออะไรที่เป็นปัญหาในชีวิต พี่ก็ก้าวข้ามมาด้วยความทุลักทุเล ก็ลุยๆ เอา ลองผิดลองถูกเอา แล้วพี่ว่ามันก็เป็นความภูมิใจของพี่เหมือนกันที่ผ่านมันมาได้ แต่ถ้านึกย้อนไปได้ มันก็คงจะดีนะถ้ามีใครสักคนนึงคอยไกด์เราบ้าง ให้เราไม่รู้สึกโดดเดี่ยว หรือต้องเข้มแข็งเกินไปขนาดนั้น บางทีมันก็รูสึกว่าเราเข้มแข็งไปปะวะ มันจะแข็งแกร่งอะไรขนาดนั้น อะไรงี้ อาจจะเพราะว่าเราเป็นผู้ชายด้วย มันไม่เหมือนกัน มันก็จะมีอะไรพวกนี้แหละ

สุดท้ายสิ่งที่อยากจะทำก็คงเป็นการช่วยเหลือคนอื่นจริงๆ ครับ ที่ช่วยเขาได้นะ ไม่ใช่สักแต่จะช่วยหรือบริจาคเงินไม่ใช่นะ แต่การที่เราคุยหรือแนะนำอะไรสักอย่างนึงแก่คนอื่น แล้วสิ่งที่เราแนะนำหรือบอกเขา…หรือจะไม่ได้บอกก็ได้ แต่มันช่วยเหลือคนได้จริงๆ หรือแค่เราเป็นคนรับฟังก็พอแล้ว เราอยู่เฉยๆ ปิดปาก ฟังเพื่อนเราบ่นอะไรสักอย่างนึงมา แล้วเพื่อนมันดันยิ้มได้หัวเราะได้ แล้วมันอารมณ์ดี นั่นก็โอเคแล้วนะ

การที่เราเป็นอะไรก็ได้ ที่ทำให้คนอื่นเขาดีขึ้น ที่ช่วยให้เขาผ่านอะไรบางอย่างไปได้ อันนั้นก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีนะ ที่มันจะเติมเต็มเรา




เป็นยังไงกันบ้างคะสำหรับบทสัมภาษณ์ของพี่เบิร์ด

ที่ให้ทั้งข้อมูลและแนวคิดเกี่ยวกับการเรียน การใช้ชีวิต


สำหรับน้องคนไหนที่มีข้อสงสัยต้องการสอบถามเพิ่มเติม หรือต้องการปรึกษาเกี่ยวกับแนวทางการเรียนต่อในคณะไหน สามารถติดต่อกับทาง TheClass ได้ตลอดเลยนะคะ ^-^

25 views0 comments