Search

ใครอยากเป็นหมอ ต้องอ่านบทสัมภาษณ์นี้! หมอพี่เบิ้ม MD, PhD

If you have enough ‘why’ - ‘how’ will come.

เรื่องของความสำเร็จมันไม่ยาก กระบวนการมันเรียบง่าย แต่อยู่ที่ว่าจะทำมันได้ต่อเนื่องหรือเปล่า



บทสัมภาษณ์ "หมอพี่เบิ้ม" จากเด็กโรงเรียนไทย มีความมุ่งมั่นที่จะไปอเมริกาให้ได้ ไม่ใช่แค่การขยันแต่มันคือการทำอย่างต่อเนื่อง ไปดูกันว่าหมอพี่เบิ้มทำได้อย่างไร


Q : จะไปเป็นหมอในต่างประเทศต้องเรียน/สอบอะไรบ้างคะ


A : เรียนหมอจนจบ 6 ปีที่ไทย หลังจากนั้นสอบ USMLE (The United States Medical Licensing Examination ) ซึ่งมีอยู่ 3 ส่วนคือ USMLE step1, step2CK (clinical knowledge) , step2CS (clinical skill) , และ step3 ครับ


ซึ่งการแข่งขันจะค่อนข้างสูง เนื่องจากหมอทั่วประเทศจะมาแข่งกันเองทั่วโลก รวมถึงแข่งกับหมอในอเมริกาด้วย ฉะนั้นข้อสอบตัวนี้ก็จะเป็นตัว screen หมอทั่วโลก

เรียนจบที่ไหนก็ได้ 6 ปีได้วุฒิ MD แต่ในอเมริกา วุฒิ MD อย่างเดียวยังวัดไม่ได้ จะต้องไปต่อเฉพาะทางก่อน โดยเฉพาะทางที่เปิดรับมากที่สุดคือ internal medicine ภาษาไทยคือ อายุรกรรม ต้องมาเทรนที่นี่สามปี จะได้เป็น American board คือเฉพาะทางทางด้าน medicine

แต่ถ้าอยากจะต่อเฉพาะทางลึกลงไปอีก เช่น พวกหมอหัวใจ หมอไต หมอปอด ก็ต้องไป train fellowship

อีก 2-5 ปีแล้วแต่สาขาครับ


กรณีของพี่เบิ้มคือ MD-PhD ปกติแพทย์เรียน 6 ปี จะแบ่งเป็นเรียน 3 ปีแรกเลคเชอร์ basic sci

3 ปีหลัง ปฏิบัติที่โรงพยาบาล (clinical skill)

แต่ของพี่เบิ้มจบ 3 ปีแรก แล้วแยกไปทำวิจัยก่อน โดยมาต่อ PhD เป็น Doctor แบบนักวิทยาศาสตร์ ทำ PhD ที่อเมริกา ทำอยู่ 4 ปีครึ่ง แล้วจึงกลับไปเรียนต่ออีก 3 ปีที่ไทยจนจบ ก็จะได้เป็น MD-PhD ปัจจุบันไม่ได้ทำวิจัยแล้ว หลังจากนั้นสอบ USMLE และเทรนเฉพาะทางอีก 3 ปี แล้วถึงทำงานครับ


USMLE จะต้องสอบครั้งเดียวผ่าน ต้องการคะแนนสูง ถ้าผ่านแล้วผ่านเลย ถึงแม้คะแนนน้อยก็ไม่สามารถสอบซ้ำได้


Part แรก clinical knowledge เป็นการทำข้อสอบ ส่วน part 2 clinical skill ต้องบินไปสอบปฏิบัติที่อเมริกา ไปสัมภาษณ์คนไข้ ซักประวัติ ตรวจร่างกาย และวินัจฉัย คนไข้จะเป็นนักแสดง ฉะนั้นภาษาอังกฤษต้องได้


พี่ไปอเมริกาตอนอายุ 22 และเรียนจบทุกอย่างที่กล่าวถึงข้างต้นตอนอายุ 35 ถ้าให้จบเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ คาดว่าจะจบตอนอายุประมาณ 28 ปี (เคสในไทย ใช้เวลาประมาณ 1 ปีหลังจากเรียนจบ) ครับ



Q: มันเป็นเพราะเราเรียนเก่งตั้งแต่แรก หรือเพราะเราพยายามคะ


A: คิดว่าการที่จะไปสอบ ต้องใช้ทั้งความเก่งและความพยายาม โดยส่วนตัวคิดว่าจะเป็นความพยายามมากกว่า เนื่องจากตอนนั้นเรียนที่ลาซาลระดับม.ปลาย จะแข็งสู้กับโรงเรียนอื่นค่อนข้างยาก


Q: เรียนพิเศษหรือติวเองคะ


A: เรียนพิเศษตามที่เรียนกันตอนนั้น เช่น อ.อุ๊ ฯลฯ


พี่ก็ไปติวตามที่เขาเรียนกัน อาจารย์อุ๊ที่เขาว่าดีกัน อยู่โรงเรียนก็เตะบอลกับเพื่อน เข้าสังคมมากกว่า สนุกสนาน แต่เวลาเรียนก็ไปเรียนพิเศษข้างนอก ไม่งั้นก็สู้เขาไม่ได้


มันก็มีความเรียนเก่งนิดนึง เพราะเราเริ่มต้นมาจากตอนเด็กๆ ป่ะป๊าหม่าม๊าเป็นคนสอนการบ้านให้ มันก็จะเร็วกว่าเพื่อนหน่อย อย่างตอนอนุบาลก็ได้ที่ 1 บ้าง ที่ 2 บ้าง พอเจอคนเก่งกว่าการแข่งขันสูงกว่า เราก็จะรู้สึกว่ายอมไม่ได้ อยากจะสู้กับเขา แต่ถ้าอยากจะสู้มันก็ต้องอ่าน


แต่ถ้าเริ่มต้นดีมันก็สำคัญนะ ถ้าเป็นเด็กเล็ก สอนเขาตั้งแต่เด็กๆ แล้วเขาเรียนเก่งมาเรื่อยๆ มันก็จะมีความรู้สึกว่า ไม่ได้ละ เกรดตกแพ้เขา ศักดิ์ศรีค้ำคอนิดนึง


เพราะฉะนั้นการที่เราเริ่มต้นต่างกับเพื่อนนิดนึงตั้งแต่แรกมันก็ทำให้ตอน ม.ปลาย มันมีผลลัพธ์ที่ต่างกันเลย


Q : แล้วภาษาอังกฤษตอนนั้นเป็นยังไงคะ


A : ภาษาอังกฤษก็โอเค อ่านออกเขียนได้บ้าง ตามประสาเด็กไทยที่เรียนโรงเรียนไทย แต่พูดจริงๆ ก็พูดไม่ค่อยได้



แล้วพอเข้าไปเรียนจริงๆ มันก็เหมือนกับเวลาที่เราอยากได้อะไร เรดาร์ของเรามันก็จะจูนให้เจอกับสิ่งนั้น

ตอนแรกก็โอเคนะ พี่ก็ทำวิจัยอยู่ที่เมืองไทย ก็คิดว่าจะทำจนจบแล้วก็ปีสุดท้ายเขาก็จะส่งไปที่อเมริกา


Q : ไม่อย่างนั้นก็จะต้องทำแค่ 6 เดือนใช่มั้ยคะ แล้วตอนนั้นคือปีไหนแล้วคะ ที่มาอเมริกา


A : ตอนนั้นเพิ่งเริ่มเลย เพิ่งทำ PhD ปีแรกที่เมืองไทย ซึ่งนี่ก็เป็นอีกอย่างนึงนะ คือรุ่นพี่เขาบอกว่า ถ้าอยากมาอเมริกานะ ก็ต้องไปตอนนี้ สอบตอนนี้ ตอนนั้นพี่จำได้ว่าเตรียมตัวสอบ TOELF อ่านอยู่ระมาณสามเดือนมั้ง

แล้วก็มาสอบเลย เพราะเขาบอกว่าถ้าเรามัวเสียเวลาทำวิจัยอยู่ที่เมืองไทยใช่มั้ย ยิ่งนานเข้า เราจะวิจัยลึกเข้าไปเรื่อยๆ ยากขึ้นเรื่อยๆ เราคิดว่าอาจารย์เขาก็จะหวังว่าเราจะทำอันนี้ แล้วก็ตีพิมพ์อันนี้ การที่เราจะออกกลางคันโดยที่เราทำไปแล้ว 2-3 ปี มันเป็นอะไรที่ยาก


Q : ตอนนั้นคือจบ 6 ปีแล้วใช่มั้ยคะ


A : กำลังจะจบ 3 ปีครับ


Q : กำลังจะจบ 3 ปีก่อน แล้วก็ที่ว่าเริ่มทำวิจัย จริงๆ ต้องมา 6 เดือนสุดท้าย แต่ว่าได้มาเลย


A : ใช่ครับ ก็เลยใช้เวลาในการสอบที่จำได้ว่ารีบมาก เพราะว่าต้องการภายในช่วงนี้ ช่วงปี 1 ก็เลยได้มาเลย มาทำวิจัยและทำ MDPhD ที่อเมริกา



Q : ที่ไหนนะคะที่แรก ที่ Wisconsin ใช่มั้ยคะ


A : ใช่ครับที่ Wisconsin วันนั้นที่มา ภาษาอังกฤษวันแรกเรียกได้เลยว่า surreal มาก คิดว่ามาอยู่อเมริกามันจะได้จบอเมริกาอ่างที่ฝันไว้มั้ย คือเหมือนฝัน เหมือนเดินอยู่ในโลกของความฝันน่ะ


Q : เชื่อเรื่องนี้มากนะคะว่า ถ้าเราคิดแล้วเราตั้งใจจริงๆ ว่าเราอยากได้อะไร แล้วเราก็มุ่งไปเนี่ย วันนึงมันได้จริงๆ นะคะ คิดเหมือนกัน


A : ใช่ พี่ก็เลยแบบ พอได้มาตรงนั้น เราก็ได้มาอยู่ในอเมริกาใช่ปะ ภาษาเราก็ดีขึ้นไง เพราะใน Wisconsin มันก็ไม่มีคนไทยถูกมั้ย


Q : โปรแกรมที่ไปเรียนตอนนั้นก็คือไม่มีคนไทยเลย ถูกมั้ยคะ มีแค่อาจารย์คนไทยคนนั้นคนเดียวหรอคะ


A : มีอาจารย์คนไทยอยู่ แล้วก็มีพี่คนไทยอีกคน สองคน ไม่เยอะ ส่วนใหญ่พี่ก็จะอยู่กับ class ที่เป็นอเมริกัน


Q : ค่ะ ก็เรียน ทำวิจัยอย่างเดียวจนจบ


A : ใช่ครับ ก็อยู่ที่นั่น 4 ปีครึ่งจนจบ แล้วพี่ก็กลับมารามาแล้วก็เรียนที่เหลือต่ออีก 3 ปีให้จบ


Q : แล้วก็เข้าสู่ระบบ USMLE ใช่มั้ยคะ 1 ปี


A : ใช่ครับ กลับมาใหม่


ระหว่างทางเนี่ย พี่ทำเองคนเดียวไม่ได้หรอกนะ ก็คือมีคนช่วย เพื่อนช่วย มีคนรู้จัก มีอาจารย์ที่คอยบอก อย่างตอนที่พี่จะกลับมาเทรน residency ก็มีเพื่อนที่เรียนหมอมาด้วยกันแล้วเขาจบหมอก่อนเรา เป็นเพื่อนสนิท พอเขาเรียนจบจะมาต่ออเมริกาเขาก็บินมาแล้วมาอยู่กับพี่ เป็นรูมเมทกัน พอพี่กลับไปเมืองไทยเขาก็เรียนที่นี่จนจบ ก็ทำงานที่นี่ พอพี่กลับมาเขาก็จะช่วยแนะนำ connection อะไรอย่างงี้



Q : ตอนนั้นอายุเท่าไรนะคะที่กลับไปรอบสอง ไปเทรน residency


A : ประมาณ 29 อย่าง 30 ครับ


Q : แล้วก็ยาวเลย


A : ใช่ครับ พอได้ resident ปุ๊ป ที่นี้ก็ยาวละ ก็หางานทำที่นี่ได้แล้ว


Q : แล้วหลังจากนั้นคือ ได้จาก Wisconsin แล้วก็ต้องเปลี่ยนมั้ยคะ ตอนที่กลับไป


A : ต้องเปลี่ยนครับ ปกติก้ต้องสมัครไปแล้วก้แล้วแต่ว่าจะได้ที่ไหน มันก็จะมีโปรแกรมที่แบบ เขาค่อนข้างที่จะชอบเด็กต่างชาติ ค่อนข้างเปิดรับเด็กต่างชาติ แล้วก้ฒีโปรแกรมที่ส่วนใหญ่จะรับแต่เด็กอเมริกัน แต่พี่ได้ที่ Chicago เพราะพี่มีเพื่อนอยู่ที่นั่น แล้วเพื่อนพี่เขาก็มีญาติคนไทยที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลนั้น เขาก็เหมือนแนะนำชื่อเราเข้าไป ให้ได้เข้าไปสัมภาษณ์


</