Search

เข้าใจเด็กยุค Millenial


อะไรคือเด็กยุค millenial คำว่าเด็กยุคนี้ครอบคลุมคนที่เกิดช่วง 1984 เป็นต้นไป ต้องเข้าใจก่อนว่ายุคสมัยเราเปลี่ยนไปเร็วมาก เรามาถึงยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว มี game changer เกิดขึ้นมากมาย มีนักธุรกิจเกิดขึ้นใหม่และดับไปมากมาย ทั้งการเปลี่ยนรูปแบบสินค้าจนไม่มีเค้าโครงเดิมเลย ถ้าจะให้นึกภาพคร่าวๆ เมื่อก่อนถ้าเรานึกถึงคนร่ำรวย เค้าต้องมีธุรกิจอะไรซักอย่างหรือครอบครัวที่ยิ่งใหญ่ แต่คนร่ำรวยในสมัยนี้อาจมากจากใครก็ไม่รู้ เค้าทำอะไรเหรอ พอรู้แล้วยังแปลกใจว่ามีธุรกิจแบบนี้ด้วยหรือบางคนก็กลายเป็นคนรวยเป็นคนดัง เป็น celeb ข้ามคืนได้ง่ายๆ เพียงแค่โลกโซเชียลต่างๆ แชร์เรื่องราวของเค้า ทั้งในทางที่ดีและไม่ดี

ทำไม เด็กหลายๆ คนถึงสมาธิสั้น หลายคนมีปัญหา หลายคนดูจะมีความรุนแรง เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะอะไร มีปัญหาอะไรบ้างที่เด็กส่วนใหญ่มักเป็นกัน อินเทอร์เน็ต และการสื่อสารที่ไวมากขึ้น เรามาดูว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร



1. เด็กสมัยนี้

เกิดมาในยุคที่ได้อะไรตามที่ต้องการอย่างรวดเร็ว : ปัญหาที่ตามมาคือ เค้าจะรอไม่เป็น ไม่รู้จักการอดทนต่อสิ่งที่ต้องการ อยากได้อะไรทันที

นึกภาพตามนะครับ คนเกิดก่อน millenial สิ่งที่เด็กๆ ทุกคนชอบคือ การ์ตูน เราต้องรอนานมากกว่าจะได้ดูการ์ตูนที่เราชอบ เพราะการ์ตูนจะมาเสาร์อาทิตย์ตอนเช้า ทางTV เท่านั้น วันธรรมดาไปโรงเรียนบางทีปลุกยากกว่าจะแปรงฟันเอยอาบน้ำเอยกินข้าวเอย ไปโรงเรียนดูเป็นเรื่องยากเย็นสำหรับคุณพ่อคุณแม่ แต่เสาร์อาทิตย์การ์ตูนมานี่เด้งออกจากเตียงอย่างไว เพื่อมาดูการ์ตูนเรื่องที่ชอบ เข้าห้องน้ำต้องตอนโฆษณา แล้วต้องรีบออกมาดูต่อเดี๋ยวไม่ทัน ถ้ากำลังสนุกแล้วจบ หรือต้องติดตามตอนต่อไปอาทิตย์หน้า ก็ค้างคาใจมากๆ แต่เราถูกฝึกให้รอไปในตัวไงครับ อยากดูต่อทำไง ทำไม่ได้ รออย่างเดียว สุดสัปดาห์ไหนตื่นสายบางทีร้องไห้เพราะอดดู CD VDO ยังมีบ้างแต่ก็ยาก สมัยนี้ โอ้โห...อยากดูเมื่อไหร่เวลาไหน ได้ตลอด สนุกแล้วหยุดไม่ได้ร้องไห้ขอดูต่อ แล้วก็มักจะได้ดูด้วย ทำให้เค้าอดทนรอไม่เป็น ส่งผลกับทุกๆ เรื่องที่ทำให้เค้าต้องรอ ต้องอดทน เค้าจะเป็นคนใจร้อนและไม่รู้จักรอ การซื้อสินค้าเดี๋ยวนี้ก็ได้ทันทีทันใจ เช่นกันอยากได้อะไร เสิร์ชมือถือแป๊ปเดียวเดี๋ยวก็มาส่งถึงบ้านแล้ว พอได้อะไรรวดเร็วดั่งใจจนชิน ทีนี้ก็เคยตัว เรื่องบางอย่างที่ไม่สามารถได้มาอย่างรวดเร็ว เช่น ความสัมพันธ์ การได้รับยอมรับจากบุคคลอื่น ความรัก ความศรัทธา หรือ การประสบความสำเร็จ ที่ต้องใช้ระยะเวลา เด็กรุ่นใหม่นี้จะไม่เข้าใจ



2. การเลี้ยงดูแบบผิดวิธี

ในสมัยนี้มีการเลี้ยงดูหลากหลายขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะมาก มีโรงเรียนทางเลือกหลายแนวทาง รวมถึงโฮมสคูลต่างๆ ประเด็นนี้เกินจากแผนการเลี้ยงดูที่ไม่ถูกต้องจะส่งผลอย่างไร บางคนเลี้ยงลูกแบบบอกว่าลูกคือคนพิเศษบ่อยๆ เค้าสามารถได้ทุกอย่างที่เค้าอยากได้ ชมลูกว่าเก่งมากๆ ทั้งๆ ที่เค้าทำแค่เรื่องธรรมดา เด็กบางคนที่ได้เรียนห้องเด็กเรียนดี ไม่ใช่เพราะเรียนดีแต่เพราะพ่อแม่กดดันทางโรงเรียน

เด็กที่เข้าเรียนสายแต่ไม่ได้ถูกว่ากล่าวตักเตือนอะไร การทำแบบนี้สำหรับผู้ปกครองบางคนเป็นการลดค่าของสิ่งที่ลูกควรได้รับ การได้รับเหรียญรางวัลทั้งๆ ที่เจ้าตัวก็รู้ว่าไม่ได้ได้มาด้วยความสามารถจริงๆ ยิ่งทำให้เค้ารู้สึกแย่นะครับ เค้าอาจไม่ได้พูดแต่เค้าจะรู้สึกในใจ พอลูกเรียนจบแล้วไปทำงานไปเจอโลกของความจริง ว่าจริงๆแล้วเค้าไม่ได้เป็นคนพิเศษ พ่อแม่ไม่สามรถกดดันให้บริษัทเลื่อนตำแหน่งได้ เค้าไม่สามารถได้ทุกอย่างที่เค้าอยากได้ เค้าจะไม่มีทางผิด เค้าจะยอมรับความผิดพลาดไม่ได้ หรือเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เค้าเข้าใจว่าเค้าผิด แล้วเค้าจะพัฒนาได้อย่างไร เมื่อการพัฒนาส่วนใหญ่เกิดจากการเรียนรู้ ผิดพลาด ยอมรับ และ แก้ไขให้ดีขึ้น



3. รับมือกับความเครียด ไม่ได้/ไม่เป็น ต้องเป็นคนสำคัญ มีปัญหาในการเข้าสังคม

เรื่องนี้เกิดจาก โดปามีน (Dopamine) โดปามีนคือสารสื่อประสาทที่หลั่งออกมาแล้วเราจะรู้สึกดีและสารนี้จะส่งผลแบบสารเสพติด โดปามีน เป็นสารที่หลั่งแบบเดียวกันที่เราได้มาจาก การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือ เล่นการพนัน สิ่งนั้นเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับเด็กและวันรุ่น มีงานวิจัยพบว่าคนที่ติดแอลกอฮอล์ส่วนใหญ่รู้จักแอลกอฮอล์ในวัยรุ่น ซึ่งเด็กเกินไปที่จะแยกแยะ แล้วมันจะมันส่งผลให้เราติด จนเราติดแอลกอฮอล์ในตอนโต แต่คนที่โตแล้วค่อยรู้จักแอลกอฮอล์ มีแนวโน้มในการติดน้อยกว่าหรือควบคุมได้มากกว่า แต่ไม่เพียงเท่านั้น โดปามีน ไม่ได้มาจาก การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือ เล่นการพนัน เพียงอย่างเดียวอีกแล้ว การเล่น Social Media FB, IG ก็ทำให้เราหลั่งโดปามีนด้วย เราถึงรู้สึกดีที่เวลาเราโพส FB, IG แล้วมีคนมาคอมเมนต์ มากดไลก์ นั่นไง โดปามีนทำงานแล้ว จึงเป็นเรื่องปกติ พอเราโพสอะไรเราต้องรีบกลับมาดูว่าใครมาเมนต์อะไร ใครมาโพสอะไร เพราะ โดปามีนหลั่งแล้วเรารู้สึกดี พอหลั่งจนชิน มันก็จะยิ่งเสพติด ทำให้บางคนเข้ามาเช็คมือถือเป็นสิบครั้งเพื่อดูคอมเมนต์ หรือยอดไลก์ เรามีข้อห้ามในการ การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือ เล่นการพนัน ในวัยเด็ก แต่เราไม่ได้ห้ามเด็กๆในการเล่นมือถือและเข้า Social Media FB, IG นั่นเองเราจึงเห็นดราม่าเกิดขึ้นมากมาย เอ๊ะ!!! เราทำอะไรผิดทำไมคนไลก์น้อย หรือหงุดหงิดไม่พอใจเมื่อถูก unfriend เพื่อนสนิททำไมไม่มาไลก์เค้าเกลียดเรารึเปล่า เพื่อนไม่กด Accepted เราทำอะไรผิด เหตุผลมากจากเราอยากให้ โดปามีนมันหลั่ง พอไม่หลั่งเราก็หงุดหงิดอารมณ์เสีย คนก่อน millenial โตถึงวัยทำงานพอเครียดและเจอปัญหา เรามักจะหาทางแก้โดยหันหน้าเข้าสู่ การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือ เล่นการพนัน แล้วคนยุค millenial แน่นอนว่าเค้าจะหันไปหามือถือ และในที่สุดมือถือที่เราติดเหมือนเสพติดก็ทำให้เด็กในสมัยนี้มีปัญหาในการเข้าสังคม เพราะขาดการสื่อสารแบบพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดและเปิดใจกับคนจริงๆแบบเผชิญหน้า การห้ามเล่นเล่นโซเชียลไม่ใช่ทางออก โซเชียลคือการสื่อสารกับคนแบบรวดเร็ว เราจำเป็นต้องอยู่กับมัน และมันอาจจะเป็นกุญแจนึงในความสำเร็จในอนาคตก็ได้ เพราะธุรกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วต้องใช้ Social Media


แต่ความพอดีต่างหาก การดื่มแอลกอฮอล์บ้างใม่ทำให้เกิดปัญหา คนเราดื่มได้ต้องการการผ่อนคลายแบบ temporary การดื่มบ้างจึงเป็นข้อดีเป็นทางออกหนึ่งในการจัดการกับความเครียด แต่การดื่มมากเกินไปต่างหากที่สร้างปัญหา การเล่นการพนันบ้างทำให้เราสนุก แต่ การติดการพนันต่างหากทำให้เราล้มเหลว การเล่นโซเชียลจึงไม่ใช่เรื่องอันตราย การติดโลกโซเชียลต่างหากที่อันตราย เรามาลองสังเกตดูว่าถ้าในขณะที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่กับคนโดยไม่พูดคุยกับเค้าทั้งๆ ที่นั่งอยู่ด้วยกันแบบนั้นแหละถือว่าเริ่มติดแล้ว หากเด็ดติดโซเชียลติดมือถือนำเข้าไปในห้องเรียนแล้วต้องคอยมองจอทุกๆ 5 นาที นั่นแหละปัญหา เด็กๆ เรียนรู้เรื่องได้อย่างไร ถ้ามัวแต่กังวลรออยู่ว่าเพื่อนจะมาเมนต์อะไร รูปจะมีคนมาไลก์มั้ย หรือฮ๊อตมั้ย มีกี่ยอดไลก์แล้ว เค้าเฝ้าสนใจรอโดปามีนหลั่งมากกว่าสนใจเรื่องที่ครูสอน ถ้าทุกครั้งที่เด็กๆตื่นมาเช็คมือถือก่อนที่เราจะทักทายคนในครอบครัว แน่นอนว่าความสัมพันธ์ในครอบครัวกำลังถูกทำลายลงทีละน้อยจาก Social Media และเราพบว่าความสัมพันธ์ทางสังคม หรือ การพูดคุยกับคนแบบเผชิญหน้า รวมถึงความสามารถในการอ่านคน เค้าก็จะต้องมีปัญหาในอนาคต



4. ใจร้อน ต้องการการเปลี่ยนแปลง ความสำเร็จ การยอมรับอย่างทันที

เด็กสมัยนี้เกิดมากกับภาพความสำเร็จ ผู้คนมากมายสำเร็จในเวลาอันสั้น เช่นyoung entrepreneur ใน Social Media ต่างๆ ซึ่งความสำเร็จเกือบทุกอย่างจะยั่งยืน ต้องใช้เวลา ใช้ความอดทนความอุตสาหะและการเผชิญกับปัญหาการต่อสู้กับความยากลำบากต่างๆ ซึ่งภาพเหล่านั้นเด็กๆ เหล่านี้ไม่ได้เห็น จริงๆเค้าอาจจะอยู่บนหนทางแห่งความสำเร็จอยู่แล้วแต่มันยังไม่ออกผล เป็นภาพความสำเร็จแบบที่เค้าเห็นแต่เค้าไม่เข้าใจกลไก ว่ามันต้องผ่านอะไรมาบ้าง เลยสรุปว่านี่แหละล้มเหลว ทั้งๆที่จริงๆแล้วมันยังอยู่บนเส้นทางต่างหาก เราเลยพบว่าการยอมแพ้และเลิกล้ม จึงเกิดขึ้นง่ายมากๆในเด็กยุคสมัยนี้ ทำอะไรก็อยากจะสำเร็จโดยเร็ว เพราะมีภาพความสำเร็จในหัวที่เห็นบ่อยๆ ทำงานไม่นานเดี๋ยวก็เปลี่ยนงาน เจอปัญหาในการทำธุรกิจก็ไม่สามารถหาทางออกได้ ไม่รู้กลไกในการคิดหาแนวทางในการแก้ปัญหา ไม่อึดเท่าคนยุคก่อนๆ (อันนี้ไม่รวมถึงคนที่เห็นว่างาน ที่ทำไม่มีอนาคตจริงๆจึงเปลี่ยนนะครับ)


พิมพ์มาถึงตรงนี้แล้วก็อยากให้ผู้ที่เข้ามาอ่านวิเคราะห์ดูด้วยนะครับ เพราะทุกอย่างอาจไม่ถูกต้องไปหมดทุกอย่างและเด็กทุกคนก็ไม่ได้ถูกกระทบไปเสียหมด เพราะมีคนที่เข้าใจอย่างท่านผู้อ่านคอยให้คำปรึกษาและให้คำแนะนำกับเด็กยุคนี้ที่โตมากับอะไรที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วชั่วข้ามคืน

หวังเพียงบทความนี้จะทำให้ท่านได้เข้าใจเด็กยุคใหม่มากขึ้น พอเราเข้าใจเขาเราก็จะแนะนำได้ดีขึ้นเมื่อเราแนะนำในแบบที่เข้าใจเค้าเค้าก็จะรับฟังมากขึ้นด้วยครับ


1 view0 comments