Search

'ตอย นวลปณต' นักแสดง-ผู้กำกับละครเวที ผู้จบปริญญาโทสาขา Site-Specific Theaters คนแรกของไทย

Updated: Sep 30


ชวนท่องโลกละครไปด้วยกัน ค้นหาตัวตน และแก่นของการเป็นนักแสดงสู่การเป็นผู้กำกับ

กว่า 10 ปีในวงการละครเวที ด้วยความอดทน และ passion “ตอย นวลปณต”

ผู้เรียกตัวเองว่าศิลปินที่สร้างโลกในจินตนาการขึ้นมาให้ผู้คนจับต้องได้

ชวนมาอ่าน การดำเนินชีวิต การตัดสินใจ และชื่นชมสิ่งที่ผู้หญิงคนนี้ได้สร้างผลงานไว้แด่โลกใบนี้แล้ว


บทสัมภาษณ์ คุณตอย นวลปณต นักแสดง และ ผู้กำกับละครเวที ผู้จบปริญญาโทสาขา Site-Specific Theaters

คนแรกของไทย กับโปรเจคละครเวทีแนว Immersive กับช่างชุ่ย



อยากให้คุณตอยช่วยเล่าจุดเริ่มต้น โปรเจค 2046: The Greater Exodus หน่อยค่ะ


เป็นโปรเจคที่ช่างชุ่ยสนับสนุนโดยตรงเลยค่ะ เจ้าของช่างชุ่ยคือเจ้าของแบรนด์แฟชั่น Fly Now ค่ะ

ช่วงแรกๆ ที่เปิดช่างชุ่ย เจ้าของมีทำความตั้งใจที่จะทำให้ช่างชุ่ยเป็นพื้นที่ศิลปะมากๆ แต่ด้วยความที่อาจจะเข้าถึงยากไปหน่อย บวกกับเจอพิษโควิดเข้าไปด้วย พักหลังมาก็ต้องปรับให้กลายเป็นที่ขายของเพื่อให้เข้าถึงคนได้มากขึ้น ตอนนี้พอทุกอย่างเริ่มดีขึ้น ผู้คนเริ่มออกมาทำกิจกรรมกัน เขาก็เลยเริ่มคิดว่าเป็นโอกาสที่จะเอาศิลปะกลับมาอีกครั้งด้วยโปรเจคนี้ค่ะ เป็นโปรเจคที่อยากให้รวมเข้ากับคนดูไปเลยตั้งแต่แรกไม่ต้องแยกกัน เป็นโปรเจคละครแบบ Immersive

Immersive theatre คือ ละครเวทีที่คนดูมีส่วนร่วมกับการแสดง ละครแบบนี้ส่วนใหญ่ใช้อาคารทั้งหมดเป็นโรงละคร ผู้ชมไม่ได้นั่งอยู่ในโรงละครชมการแสดงเฉย ๆ แต่สามารถเดินหรือบางทีก็วิ่งตามนักแสดง ผู้ชมสามารถสัมผัสอุปกรณ์ประกอบฉาก สามารถชมการแสดงของนักแสดง แม้แต่เพียงค้นหาสถานที่พักอยู่คนเดียวอย่างเงียบ ๆ เพื่อสัมผัสถึงบรรยากาศของโรงละคร นักแสดงแค่แสดงตามสคริปต์ของตนเองไปพร้อม ๆ กัน คล้ายกับไม่มีใครทั้งสิ้น และคุณก็ดูการแสดงที่ยอดเยี่ยมอยู่ข้าง ๆ บรรดานักแสดงอย่างไม่มีตัวตน แต่ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับเรื่องราวของตัวละครอย่างใกล้ชิด

คือคนที่คิดริเริ่มโปรเจคนี้เป็นพี่ครีเอทีฟที่เคยทำงานกับช่างชุ่ยตอนช่างชุ่ยเปิดแรกๆ ค่ะ พี่เขาเหมือนเป็นลูกรักกันกับคุณลิ้ม (เจ้าของช่างชุ่ย) พอทำช่างชุ่ยเสร็จ เขาก็ไปเรียนต่อนิวยอร์กอยู่หลายปี กลับมาอีกทีเขาก็ไปคุยกัน

หาว่าสถานที่ไหนจะเหมาะกับช่างชุ่ยที่จะทำสิ่งนี้ ก็เลยไปจบที่ทำที่ร้านอาหารบนเครื่องบินไปเลย เพราะยังไงเครื่องบินมันก็เป็นเหมือน signature ของช่างชุ่ยอยู่แล้ว พอคุณลิ้ม say yes ก็ลุยกันเลยค่ะ


ด้วยความที่ทั้งช่างชุ่ย และ Fly Now มีคอนเนคชั่น บวกกับมีฐานลูกค้าและสื่อในมือเยอะอยู่แล้วเลยเป็นข้อได้เปรียบของงานนี้ค่ะ

อีกทั้งลูกค้ายังเป็นกลุ่มที่ชอบเสพศิลปะ เป็นแนวเดียวกันกับที่เราเคยเจอค่ะ ลูกค้าของเราก็เป็นกลุ่มคนเล็กๆ ไม่ได้มีแรงกระเพื่อมในสังคมมาก อยู่กันเอง ดูกันไปดูกันมา ไม่ได้อยู่ในสปอร์ตไลท์ (หัวเราะ) และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาให้โอกาสละครเวทีมาอยู่ในสปอร์ตไลท์แบบมากๆ เลย


แล้วคุณตอยมีโอกาสได้ร่วมงานกับทางนี้ได้ยังไงคะ ใครจีบมา


คือมีพี่คนนึงเขาเป็น Fashion Photographer แล้วเขารู้จักกับผ้าป่าน ศิริมา ซึ่งผ้าป่านเนี่ย เคยทำละครมาบ้าง

ก็คือรู้จักกันผ่านละครอยู่แล้ว เขาก็เลยปรึกษาผ้าป่านว่า พอจะรู้จักใครที่ทำละครแนว Site Specific Immersive ได้บ้าง แล้วเราเคยทำงานกับผ้าป่านมา ผ้าป่านก็เลยแนะนำ

ซึ่งมันเป็นจังหวะพอดีกับที่เรากำลังอยากทำงานใหม่ของตัวเอง มี material ที่สะสมมาพักนึงแล้ว แต่ว่ายังหาที่ลงไม่ได้ อะไรประมาณนี้


รู้สึกยังไงกับงาน scale ระดับนี้


งานนี้เป็นงานที่ค่อนข้างใหญ่มาก ต้องดีลงานกับทีมงานหลายฝ่าย แล้วแต่ละฝ่ายก็เป็น professional ในงานของเขากันอยู่แล้ว อย่างตัวช่างชุ่ยเอง ตัวร้านอาหาร หรือแม้แต่คนหน้างาน สายแฟชั่น คนที่เป็นครีเอทีฟไดเรกเตอร์

ทุกคนก็ไม่มีใครรู้จักโลกของใครมาก่อน แต่ก็มาทำร่วมกัน แล้วเราก็ต้องสร้างโลกในจินตนาการขึ้นมาให้มันจับต้องได้ ให้ทุกคนอยู่ในโลกจินตนาการนี้ให้ได้ แต่ในขณะเดียวกันการที่พาคนอื่นมาอยู่ในโลกละครให้ได้เนี่ย ในขณะที่เขาไม่เคยดูละครเวทีด้วยซ้ำ อะไรแบบนี้มันก็ไม่ง่ายเลย ระหว่างทางก็คือโหดมาก รู้สึกเหมือนตัวเองจบปริญญาอีกใบนึง

ความจริงงานสเกลนี้ต้องใช้เวลาเตรียมงานประมาณหกเดือนค่ะ แต่เวลาที่เราได้มาก็คือสองเดือน ต้องทำงานหนักคูณสามเลยค่ะ ยิ่งพาร์ทของละครต้องอาศัยความละเอียดอ่อนเยอะมาก และด้วยเวลาที่จำกัด ช่วงแรกเลยต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำไม่ได้หลับไม่ได้นอนเพื่อสร้างบท สร้างโลกละครขึ้นมา แต่ว่าจริงๆ ข้อดีก็คือมันเป็นเรื่องที่เราคุ้นเคยอยู่แล้ว นักแสดงยี่สิบกว่าคนก็คือคนที่เราเคยทำงานด้วยหมดแล้ว



ให้พูดถึงเนื้อเรื่องที่คุณตอยเขียนขึ้นมาได้ไหมคะ 2046: The Greater Exodus มันมีที่มายังไง


เรื่อง The Greater Exodus เนี่ย เหมือนเราได้ไอเดียมาจากเรื่องโนอาห์ คือการอพยพไปที่อื่น แล้วก็เรื่อง Snowpiercer เกี่ยวกับเรื่องชนชั้นทางสังคม แนว Sci-fi โลกอนาคต ปี 2046 คือโลกมันไปไวกว่าที่คิด ด้วยภัยพิบัต ด้วยโรคระบาด และหลายๆ อย่างจนโลกนี้มันอยู่ไม่ได้แล้วมนุษย์ต้องอพยพหนีไป


ส่วนชื่อร้านอาหารนี้ชื่อนาโอ ผวนมาจากโนอาห์ แล้วข้างในก็ตกแต่งแบบรุงรังๆ มีสัตว์สตัฟ มีความเป็นโบสถ์ เอาไอเดียมาจากคำภีร์ไบเบิล เรือโนอาห์มีอยู่แล้ว แต่ว่าเราก็เอาเรื่องนั้นมาขยายให้เป็นสเกลของโลกอนาคต การ-เดินทางของยานอวกาศ เพื่อค้นหาดาวดวงใหม่ เพราะว่าโลกแตกไปแล้ว อะไรประมาณนี้ แต่ว่าการที่จะเอามนุษย์มาอยู่ร่วมกันบนยานอวกาศลำนี้ หลังจากที่โลกแตกเพราะมนุษย์ถูกครอบงำด้วยบาปเจ็ดประการ กิเลส ฯลฯ มันเลยทำให้โลกมันอยู่ไม่ได้ แล้วเราก็เอาคนกลุ่มนี้มายัดอยู่ในยานอวกาศลำเดียวกันอีก เพื่อที่จะเดินทางไปข้างนอก แล้วระหว่างทางมันก็จะทำให้เห็นธาตุแท้ของมนุษย์ เพราะเป็นเพราะมนุษย์นี่แหละ โลกมันก็เลยแตก


อาชีพนี้ไม่ว่าจะบอกว่าเป็น นักแสดงละคร หรือ ศิลปิน ใครๆ ก็มองว่าเข้าถึงยาก อยากให้ define

อาชีพตัวเองหน่อยค่ะ


เรียกว่าเป็นศิลปินดีกว่า ศิลปินทำงานศิลปะการละคร คือถ้าจะจำกัดความของศิลปะการละคร มันจะแล้วแต่ความถนัดของศิลปินคนนั้นๆ แต่ว่าการทำละครเรื่องนึงมันก็แอบจะต้องแบบว่า ต้องมีทักษะความรู้เรื่องนั้นนิดๆ หน่อยๆ แล้วถ้าเรามีทักษะเรื่องไหนเป็นพิเศษเราก็ไปเน้นเรื่องนั้น แต่ในขณะเดียวกัน เรื่องอื่นก็ต้องอาศัยประสบการณ์หรือว่าการทำรีเสิร์ช การเรียนรู้เพิ่มเติม

เพราะว่าการสร้างละครขึ้นมาเรื่องนึงคือการจำลองเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงบนโลกใบนี้ ขึ้นมาอีกมิตินึง ซึ่งโลกใบนั้นมันก็ประกอบด้วยสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อม ดีไซน์ หรือว่าอุปลักษณ์ ลักษณะนิสัยของตัวละคร แล้วก็มีมุมของผู้ชมด้วย มีมุมของเทคนิคด้วย ก็คืออาจจะต้องรู้จักทุกอย่างในการสร้างละครขึ้นมา แต่ถ้าถนัดอะไรเป็นพิเศษก็เน้นสิ่งนั้นไป

การสร้างละครเรื่องนึงขึ้นมามันก็ต้องแอบรู้อะไรเยอะเกินปกตินิดนึง แต่ก็ไม่ได้รู้ทุกอย่างอย่างดี อาศัยการไปปรึกษาคน เช่น เรื่อง Exodus นี้มันมีดนตรีเข้ามาเกี่ยว มีการร้องเพลงเป็นครึ่งนึงของการพัฒนา process โปรเจคนี้ขึ้นมา ก็ต้องมี music director ที่ทำงานร่วมกับ director ของละคร เพื่อไปสร้างพาร์ท music แล้วก็มี lighting designer ที่ทำเกี่ยวกับการสร้างแสง ฉะนั้นมันก็ต้องอาศัยทีมด้วย

นอกจากว่าเราทำในสิ่งที่เราถนัด ส่วนอะไรที่ไม่ถนัดเราก็ต้องอาศัยทีมงาน ที่เขาถนัดในเรื่องนั้นๆ มาช่วยกัน นอกจากจะต้องสร้างโลกโลกนึงแล้ว เรายังต้องทำงานกับคนเยอะมากๆ แต่ละคนแต่ละแบบแต่ละหน้าที่ ซึ่งในโปรเจคนี้นอกจากพาร์ท paper แล้ว เกือบ 30 คน ก็ยังมีพาร์ทของร้านอาหาร เด็กเสิร์ฟ เชฟ แล้วก็พวกพาร์ทโปรดักชั่น จัดการสถานที่ด้วย


แบ่งงานกับยังไงในโปรเจคนี้ คุณตอย จัดการงานยังไง


มีโปรดิวเซอร์กับไดเรกเตอร์ เป็นคนอำนวยการผลิต แต่ว่าหน้าที่ของเราก็คือ สร้างโลกใหม่ สร้างโลกในจินตนาการขึ้นมา ซึ่งตรงนี้มันก็จะเป็นแกนให้ทีมงานอื่นๆ ทำความเข้าใจเพื่อสร้างโลกใบนี้ให้มันสมจริง สมบูรณ์ที่สุด มันก็จะมาจากแกน ถ้าแกนของเรื่อง เรื่องราวหรือการสร้างโลกส่วนนี้เนี่ย มันจะมาจากเรา ส่วนด้านการผลิต การอำนวยการผลิตก็จะมาจากคนที่พูดถึงไป

ต้องอาศัยหลายคน หลายตำแหน่ง หลายหน้าที่มาก ยิ่งโปรเจคใหญ่ยิ่งต้องคนเยอะ แล้วทำงานวันละประมาณ 10 ชั่วโมงต่อวัน ตั้งแต่บ่ายถึงเที่ยงคืน บางวันก็ลากยาวถึงตีสี่ เพราะเราเป็นเหมือนแม่งานที่ต้องรีบทำพาร์ทละครให้เสร็จ เพื่อที่จะเอาไปทำอะไรต่อ เช่น จะได้ดูว่าจะถ่ายโฆษณายังไง จัดการโปรโมทยังไง


เวลาดูหนังดูละคร (เราในฐานะคนดู) ก็อยากเห็นชีวิตจริงเค้านะว่าตัวตนเค้าเป็นยังไง นอกบทบาท define ตัวเองได้มั้ย นิสัยส่วนตัวเป็นคนยังไง ^^


ถ้าลองประเมิณตัวเองจากประสบการณ์ที่ผ่านมา หรือมุมมองที่เคยได้ยินมาจากคนอื่น

รู้สึกว่าตัวเองมีความละเอียดอ่อนสูงมาก ก็เลยเหมาะกับการทำสิ่งนี้ ขณะเดียวกันการที่เราต้องสร้างโลกใบใหม่ขึ้นมา โลกในละครมันก็คือโลกเสมือนจริงใบนึงมีองค์ประกอบเยอะมากอยู่แล้ว ทั้งด้านสังคม ด้านการผลิต เบื้องหลังทุกสิ่งอย่าง มันก็ต้องอาศัยความละเอียดอ่อนมากๆ เพื่อให้สมจริงที่สุด เป็นประสบการณ์ที่คนดูได้รับแล้วรู้สึกไปกับมันมากที่สุด และอาศัยความละเอียดในการใส่ใจคนที่ทำงานกับเรา หรือการติดต่องานต่างๆ มันใช้ความละเอียดค่อนข้างเยอะ

และการทำงานการแสดงมันคือการทำงานกับอารมณ์ ความรู้สึก บุคลิกลักษณะนิสัยมันต้องใช้ความละเอียดอยู่แล้วที่จะเข้าใจเรื่องนี้ เพื่อที่พอเราเข้าใจเรื่องนี้ได้ปุ๊ป เราเอาไปใส่ให้นักแสดงทำ เราก็ต้องอาศัยความละเอียดอ่อนเพื่อที่จะทำงานกับเขา อย่างถ้าเขาเป็นคนแบบนั้น แต่เราอยากให้เขาเป็นแบบตัวละคร เราก็ต้องอาศัยความละเอียดอ่อนในการพาเขาไปกับเรา


คำว่าความละเอียดอ่อน (พยายามคิดตาม) มันก็เข้าใจยากเหมือนกันนะคะ ว่าเป็นยังไง


คำว่าความละเอียดอ่อนสามารถมองได้ว่าเป็น neutral ไปเลยก็ได้ แต่ถ้าเกิดว่ามองในอีกแง่นึงมันเป็นดาบสองคมคือแง่ลบ ก็คือคิดเยอะ คิดมาก คิดตลอดเวลา คิดในดีเทลเล็กๆ เช่น ตัวตนของนักแสดงที่เรารู้จักเขา เป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง แต่ว่าคนที่เราอยากให้เขาเล่นเนี่ย เป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองมากๆ เราก็ต้องคิดให้ละเอียดเลยว่าเราจะทำยังไงให้ค่อยๆ ปรับจูนความมั่นใจ ให้เขาเข้าใจ ให้เขามีความมั่นใจในการเล่นตัวละครนี้

ขณะเดียวกันเราก็จะคิดเยอะมากเพราะเราก็เป็นนักแสดงมาก่อน แล้วเราก็แคร์ ว่านักแสดงต้องมาทำโจทย์ที่เขาไม่ถนัด ทำโจทย์ที่เขาต้องก้าวข้ามคอมฟอร์ทโซนอะไรบางอย่างเนี่ย เขาจะซัฟเฟอร์ไหม เป็นอะไรไหม นู่นนี่นั่น ซึ่งบางทีมันก็เยอะไปจนเราเครียดมาก


ความละเอียดอ่อนเป็นสิ่งจำเป็นในคนที่ทำสายอาชีพนี้ทุกคนมั้ย หรือเป็นนักแสดง ผู้กำกับที่ไม่ต้องมีตรงนี้ก็ได้


มันแล้วแต่คนนะ ด้วยความที่เป็นงานศิลปะมันอาศัยอารมณ์ ความรู้สึกในการทำเยอะ มันก็อาศัยความ sensitive เราต้องมาถ่ายทอดมุมมอง ความรู้สึก ความเข้าใจที่รู้สึกว่ามันต้องจริง ดีเทลต้องเป้ะ

เรารู้สึกว่า เราเป็นคนที่ละเอียดอ่อนอยู่แล้วถึงแม้จะไม่เจอละครก็ตาม ก็จะเป็นคนแบบว่า sensitive สูง อ่อนไหวง่าย คิดเยอะอะไรแบบนี้อยู่แล้ว ซึ่งปกติพอเป็นแบบนี้อยู่แล้วแล้วมารวมกับละครเนี่ย มันก็มีจุดที่คิดว่า การ sensitive เนี่ย มันเวิร์คหรือมันกลายเป็นดาบสองคมมาทำลายตัวเองหรือเปล่า